อรนุช's profileYahPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 25

    คนสองคนที่รักกัน ต่างคนต่างมีหัวใจของตัวเอง

            ยิ่งนานยิ่งรัก เกิดขึ้นได้พอๆ กับ ยิ่งนานยิ่งไม่รัก
            การดูแลความสัมพันธ์ เหมือนการกำทราย
            กำแน่นไป ทรายก็ร่วงออกจากมือหมด
            กำเบาไปทรายก็ไม่อยู่ในมืออยู่ดี
            เวลาผ่านไป ใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติให้มากขึ้น เมื่อไหร่รู้สึกเหนื่อย
            ดีใจเถอะที่เหนื่อยเป็น จะได้รู้สึกว่าควรพักซะที เหมือนคนที่ป่วยเป็น
            แสดงว่าเราใช้ร่างกายมากเกินไปแล้ว ถ้าไม่ป่วยซะบ้างเลย
            การรักคนอื่นก็คือ การรักตัวเองอีกแบบหนึ่ง
            อยู่คนเดียวเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักตัวเองรึเปล่า พอเริ่มรักใครซักคน
            สิ่งที่ไม่เคยทำก็ทำ ไม่เคยหวานขนาดนี้ก็หวาน
            ทำทุกอย่างที่จะรักษาคนที่เรารัก ให้อยู่กับเรานาน ๆ
            เพราะอะไรเพราะรักตัวเองและกลัวตัวเองเสียใจ
            ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน
            มีความสุขทั้ง 2 คน
            อย่าให้คนหนึ่งมีความสุข ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายาม
            อย่าให้คนหนึ่งเสียใจ ในขณะที่อีกคนไม่รู้ตัว
            อย่าให้คนหนึ่งรู้สึกดี ในขณะที่อีกคนเฉยๆ
            อย่าให้คนหนึ่งอยากพูด แต่อีกคนไม่อยากฟัง
            อย่าเหนื่อยใจที่จะถามกัน
            อย่ากังวลกลัวเสียใจก่อนที่จะคุยกัน
            เธอคือเธอ ฉันก็เป็นฉัน
            คน 2 คนที่รักกัน
            ต่างคนต่างยังมีหัวใจของตัวเอง

    December 05

    ไปเที่ยวเขาใหญ่มา จ้า....

     
      ไปเที่ยวเขาใหญ่มา  กะเพื่อนก๊วนเดิม   หนาวมาก ๆ  ตอนกลางคืนไปส่องสัตว์ด้วย  เห็น เก้ง กวาง  แล้วก็หมาจิ้งจอกด้วยหล่ะ  แล้วยังโชคดีได้เห็นนกเงือกด้วย เพื่อน ๆ บอกว่าถือว่าเราโชคดีที่ได้เห็น  บางคนไปมาหลายครั้งแล้วยังไม่ได้เห็นเลยธรรมชาติยังสวยอยู่นะ.. ทางขึ้น  ข้างทางมีลิง เป็นฝุงเลยออกมาอยู่ตรงถนนอ่ะ  แต่เค้าห้ามให้อาหารนะ  ไม่งั้นลิงมันจะหากินเองไม่ได้  เจอกวางเยอะมาก  แถม ไม่กลัวคน  ดึก ยังมาเดินอยู่แถว ๆ ที่ทำการอุทยาน  ตัวใหญ่มาก ๆ  ประทับใจจริงๆ ยิ้มแฉ่งยิ้ม
     
     
     
    August 26

    คำว่าแต่งงาน อ่านแล้วชอบ

    คำว่า แต่งงาน โดย นพ.สุกมล...หลอดไฟหลอดไฟ

    อ่านแร้วช๊อบชอบๆๆๆๆ

    จิตเวชศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลา
    นครินทร์

         
    ในฐานะผู้ชายดีๆ  ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆ ครับ
         
    ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนัก
         
    พราะช่วงอายุขัยของวัยสาวเริ่มผลิบานเมื่อประมาณ 13 ปี
         
    แล้วมาสุดเขตแดนเมื่อวัยสามสิบ
         
    วันเกิดครบรอบ 30   จึงเป็นตัวเลขแห่งความสะเทือนขวัญ
         
    ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

         
    หลายคนไม่อยากพูดถึง  คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย
         
    ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง  ยกเว้นพวกมีวาจาเป็นอาวุธ  ที่ชอบถามว่า
          "
    ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด "
         
    เฉลย "  ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว " …
         
    ใครดันถาม  มันผู้นั้นสมควรตาย

         
    ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษา  คุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า
         "
    อย่าริรักในวัยเรียน "  "ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี จบแล้วค่อยมีแฟน "
         
    ทั้งๆ  ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมีโอกาสพบปะเพศตรงข้ามมากหน้าหลายตาฆ
         
    ก็หาได้สนใจไม่  เป็นคนประเภท " รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน "
         
    ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษาเมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
         
    เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

         
    หลังจบการศึกษา  ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่าง
         "
    เลือกสรร - ควานหา"  ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต
         
    ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟนหนุ่มประเภทซูเปอร์เพอร์เฟค
         
    อย่างวิลลี่  แมคอินทอชหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่างน้อยๆ
         
    ก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม  หล่อล่ำดำขรึม ถึง
         
    จะได้มาตรฐาน…  ไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์
         
    อย่าได้สะเออะหน้ามาให้เห็นไม่มีทางได้แอ้มหรอก

         
    จากวันเป็นเดือน -  จากเดือนเป็นปี
         
    ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลา
         
    ผ่านไป…  เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน -
         
    เจ้านายก็มีเมียแล้ว…  ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม
         
    สองคนดันเป็นเกย์…  อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า
         
    คนสุดท้ายเป็นชายแท้  แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่
         
    ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สามนั่งรถมาทำงาน  ก็สองชั่วโมงครึ่ง
         
    กลับอีกสองชั่วโมงสี่สิบนาที กลับถึงบ้าน หมดสิ้นกำลัง
         
    ขอนอนเอาแรงก่อน.........

         
    ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท  ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ
         
    สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา
         
    แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม  เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆ
         
    ที่เขาเคยอุตส่าห์มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ
         
    แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว  ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิท
         
    เป็นที่เรียบร้อย
         
    แหม !  ไม่น่าเลย  ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊งตื่นพอดี

         
    เจอโลกแห่งความจริง
         
    ดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน  ยิ่งเข้าหน้าหนาว ซองสีชมพูกลิ่นหอมๆ จากเพื่อนๆ
         
    เริ่มทยอยมา ตามหลังซอง  กฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมดฤดูกาล
         
    พอไปในงาน  ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า
          "
    เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ"...
         "
    โถ!  การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว
         
    เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใคร
         
    เพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ยังงงๆ
         
    เรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย"
         
    เอ๊ะเกี่ยวอะไรกัน!ในใจก็คิดว่า "  ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไง
         
    หนักกระบาลใครรึเปล่า"

         
    เคยตั้งคำถามกันไหมว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)หัวใจสีแดง
         
    คำตอบจากเพื่อนๆ  ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย
         "
    อยู่คนเดียวมันว้าเหว่  อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา " …
         
    รายนี้เห็นผู้ชาย  เป็นตัวคลายเหงา
         "
    รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย  (หาเงิน) " …  ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า
         "
    อยากมีลูก  ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ "…
         
    เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ
         "
    โรงงานพร้อมแล้ว   ขาดผู้ประกอบการ"…
         
    เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ

         
    อันว่า " ชีวิตคู่ "  อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ?
         
    ชีวิตคู่ คือ  การเติมเต็มซึ่งกันและกัน  ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว
         
    ครึ่งหนึ่งของ  ชีวิตเราจะหายไป
         
    ในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ว่างนั้น
         
    ขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหน
         
    มันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง

         
    จุดมุ่งหมายของการแต่งงานคือ
         
    การใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น
         
    เมื่อเป็นสามีภรรยาแล้วต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่คนเดียว
         
    ถ้าตอนอยู่ด้วยกันแล้ว  มีแต่ความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
         
    ก็ไม่รู้ว่า  จะแต่งงานไปหาพระแสงดาบคาบค่ายที่ไหน
         
    อยู่คนเดียวมันส์กว่า

         
    ชีวิตคู่ต้องเกื้อกูลกันและกัน  ความก้าวหน้าของสามี  ภรรยาต้องมีส่วน
         
    อย่างน้อยก็ปลอบใจในยามที่สามีเครียดจากการงาน
         
    ชีวิตภรรยาถ้าไม่คิดเอาดี  ในทางโลกก็เจริญในทางธรรม
         
    กำลังใจต้องได้จากสามีเช่นกัน   อย่างน้อยก็อย่าหาทุกข์มาสุมเพิ่ม
         
    ถ้าคู่รักของเราประกอบมิจฉาอาชีวะ ติดเหล้า เล่นการพนัน
         
    โกงบ้านกินเมือง
         
    ชีวิตอีกฝ่ายก็เหมือนตก  นรกทั้งเป็น

         
    เพราะฉะนั้นเวลาเลือกแฟน  แทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตา
         
    ฐานะการเงิน   ยี่ห้อรถเก๋งที่ใช้อยู่ ฯลฯ
         
    เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขแค่สองข้อที่จำแสนง่าย คือ
         
    หนึ่ง -  สุขใจยามอยู่ใกล้ชิด
         
    สอง -  คู่ช่วยคิดชีวิตก้าวหน้า
         
    เพราะชีวิตคู่คือการเติมเต็มชีวิตแก่กันและกัน
         
    หาใช่เป้าหมายเพื่อการเสริม เพิ่มความเสียว
         
    เพราะอยู่คนเดียวก็เสียวได้ ไม่ง้อใครให้เสียเวลา
         
    ไม่เสียชาติเกิดหรอกครับ  ถ้าคุณจะใช้ชีวิตเป็นโสด
         
    ถือคติประจำใจว่า  หัวใจสลายหัวใจสลาย"อยู่เป็นโสด ดีกว่ามีผัวเลว " ห้ามบอกใครห้ามบอกใคร

     

     

    เวลาไม่สำคัญ

    "รักไม่ได้วัดกันที่เวลา" คุณว่าจริงไหม?

      "มาตรวัดความรักไม่ได้วัดกันตรงที่...ใครรักก่อน หรือ รักทีหลัง"

     คนที่รักมานาน . . . อาจไม่ได้รักมากกว่า

     และ . . . คนที่รักทีหลัง . . . อาจไม่ได้รักน้อยกว่า

    เพราะความรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพียงอย่างเดียว

    คนที่มาก่อน " รั ก ก่ อ น "

    วันคืนที่ผ่าน มามากมายอาจไม่มีค่าไม่มีความหมายเลย

    ถ้าหากเพียงแค่ ต้องรักไปวัน ๆ . . .

    หรือ รักไปเหมือนกับทุก ๆ วันที่เคยรัก

    รักอย่างเป็นหน้าที่ . . . หรือรักเพราะเคยรัก . . .

    ในขณะเดียวกัน . . .

    กับวันคืนเพียง ไม่กี่วันของคนที่มาทีหลัง . . .

    ก็อาจมีค่ามาก เหลือเกิน

    ความรัก จึงไม่ได้สำคัญที่ว่ารักกันมานานแล้ว

       หากแต่ความรักสำคัญตรงที่ 

    เรา ใช้ทุกวันให้มีค่าให้เต็มไปด้วยความหมายแห่งรัก

    รัก แล้ว . . . ทำสิ่งดีๆ ให้กันด้วยความเต็มใจ และกระตือรือร้น

      นั่นแหละจึงจะเรียกว่าความสำคัญของ " รั ก

    ใครรักมาก หรือ รักน้อยจึงไม่ได้วัดกันที่ระยะเวลา

    และไม่อาจเชื่อ มั่นในคนที่มาก่อน . . .

    หรือ ไม่อาจดูถูกคนที่มาทีหลังว่าเขาไม่มีความสำคัญ

      ความจริงแล้วคนที่มาที่หลังอาจสำคัญมากกว่าคนมาก่อนก็ ได้...

    จริงๆ ต้องบอกว่า รักไม่ได้วัดกันที่เวลา...เสมอไป

    ความรักขึ้นอยู่กับคนสองคน ระยะเวลาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สองฝ่ายเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหา กันมากกว่า

    แต่ก็เห็นคนส่วนใหญ่ ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรัก

    และเราก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ "เวลา" กับสิ่งนี้

    เราคิดว่า " เวลา" น่าจะให้คำตอบที่ดีที่สุดกับเราได้