August 26
คำว่า แต่งงาน โดย นพ.สุกมล...
อ่านแร้วช๊อบชอบๆๆๆๆ
จิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา
นครินทร์
ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆ ครับ…
ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนัก
พราะช่วงอายุขัยของวัยสาวเริ่มผลิบานเมื่อประมาณ 13 ปี
แล้วมาสุดเขตแดนเมื่อวัยสามสิบ…
วันเกิดครบรอบ 30 จึงเป็นตัวเลขแห่งความสะเทือนขวัญ
ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก…
หลายคนไม่อยากพูดถึง คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย …
ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง ยกเว้นพวกมีวาจาเป็นอาวุธ ที่ชอบถามว่า
"ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด "
เฉลย " ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว " …
ใครดันถาม มันผู้นั้นสมควรตาย
ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษา คุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า
" อย่าริรักในวัยเรียน " "ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี จบแล้วค่อยมีแฟน "
ทั้งๆ ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมีโอกาสพบปะเพศตรงข้ามมากหน้าหลายตาฆ
ก็หาได้สนใจไม่ เป็นคนประเภท " รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน "
ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษา…เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
หลังจบการศึกษา ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่าง
"เลือกสรร - ควานหา" ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต
ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟนหนุ่มประเภทซูเปอร์เพอร์เฟค
อย่างวิลลี่ แมคอินทอชหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่างน้อยๆ
ก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม หล่อล่ำดำขรึม ถึง
จะได้มาตรฐาน… ไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์
อย่าได้สะเออะหน้ามาให้เห็น…ไม่มีทางได้แอ้มหรอก
จากวันเป็นเดือน - จากเดือนเป็นปี
ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลา
ผ่านไป… เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน -
เจ้านายก็มีเมียแล้ว… ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม
สองคนดันเป็นเกย์… อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า …
คนสุดท้ายเป็นชายแท้ แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่
ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สาม…นั่งรถมาทำงาน ก็สองชั่วโมงครึ่ง
กลับอีกสองชั่วโมงสี่สิบนาที กลับถึงบ้าน หมดสิ้นกำลัง
ขอนอนเอาแรงก่อน.........
ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ
สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา…
แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆ
ที่เขาเคยอุตส่าห์มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ
แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิท
เป็นที่เรียบร้อย …
แหม ! ไม่น่าเลย ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊ง…ตื่นพอดี
เจอโลกแห่งความจริง
ดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาว ซองสีชมพูกลิ่นหอมๆ จากเพื่อนๆ
เริ่มทยอยมา ตามหลังซอง กฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมดฤดูกาล …
พอไปในงาน ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า
"เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ"...
"โถ! การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว
เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใคร
เพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ยังงงๆ
เรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย"
เอ๊ะ…เกี่ยวอะไรกัน!…ในใจก็คิดว่า " ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไง
หนักกระบาลใครรึเปล่า"
เคยตั้งคำถามกันไหม…ว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)… 
คำตอบจากเพื่อนๆ ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย…
"อยู่คนเดียวมันว้าเหว่ อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา " …
รายนี้เห็นผู้ชาย เป็นตัวคลายเหงา
"รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย (หาเงิน) " … ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า
"อยากมีลูก ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ "…
เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ
"โรงงานพร้อมแล้ว ขาดผู้ประกอบการ"…
เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ
อันว่า " ชีวิตคู่ " อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ?
ชีวิตคู่ คือ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว
ครึ่งหนึ่งของ ชีวิตเราจะหายไป
ในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ว่างนั้น
ขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหน
มันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง
จุดมุ่งหมายของการแต่งงานคือ
การใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อเป็นสามีภรรยาแล้วต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่คนเดียว
ถ้าตอนอยู่ด้วยกันแล้ว มีแต่ความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
ก็ไม่รู้ว่า จะแต่งงานไปหาพระแสงดาบคาบค่ายที่ไหน …
อยู่คนเดียวมันส์กว่า
ชีวิตคู่ต้องเกื้อกูลกันและกัน ความก้าวหน้าของสามี ภรรยาต้องมีส่วน
อย่างน้อยก็ปลอบใจในยามที่สามีเครียดจากการงาน
ชีวิตภรรยาถ้าไม่คิดเอาดี ในทางโลกก็เจริญในทางธรรม
กำลังใจต้องได้จากสามีเช่นกัน อย่างน้อยก็อย่าหาทุกข์มาสุมเพิ่ม…
ถ้าคู่รักของเราประกอบมิจฉาอาชีวะ ติดเหล้า เล่นการพนัน
โกงบ้านกินเมือง
ชีวิตอีกฝ่ายก็เหมือนตก นรกทั้งเป็น
เพราะฉะนั้นเวลาเลือกแฟน แทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตา
ฐานะการเงิน ยี่ห้อรถเก๋งที่ใช้อยู่ ฯลฯ
เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขแค่สองข้อที่จำแสนง่าย คือ
หนึ่ง - สุขใจยามอยู่ใกล้ชิด
สอง - คู่ช่วยคิดชีวิตก้าวหน้า
เพราะชีวิตคู่คือการเติมเต็มชีวิตแก่กันและกัน
หาใช่เป้าหมายเพื่อการเสริม เพิ่มความเสียว
เพราะอยู่คนเดียวก็เสียวได้ ไม่ง้อใครให้เสียเวลา
ไม่เสียชาติเกิดหรอกครับ ถ้าคุณจะใช้ชีวิตเป็นโสด
ถือคติประจำใจว่า 
"อยู่เป็นโสด ดีกว่ามีผัวเลว " 
"รักไม่ได้วัดกันที่เวลา" คุณว่าจริงไหม?
"มาตรวัดความรักไม่ได้วัดกันตรงที่...ใครรักก่อน หรือ รักทีหลัง"
คนที่รักมานาน . . . อาจไม่ได้รักมากกว่า
และ . . . คนที่รักทีหลัง . . . อาจไม่ได้รักน้อยกว่า
เพราะความรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพียงอย่างเดียว
คนที่มาก่อน " รั ก ก่ อ น "
วันคืนที่ผ่าน มามากมายอาจไม่มีค่าไม่มีความหมายเลย
ถ้าหากเพียงแค่ ต้องรักไปวัน ๆ . . .
หรือ รักไปเหมือนกับทุก ๆ วันที่เคยรัก
รักอย่างเป็นหน้าที่ . . . หรือรักเพราะเคยรัก . . .
ในขณะเดียวกัน . . .
กับวันคืนเพียง ไม่กี่วันของคนที่มาทีหลัง . . .
ก็อาจมีค่ามาก เหลือเกิน
ความรัก จึงไม่ได้สำคัญที่ว่ารักกันมานานแล้ว
หากแต่ความรักสำคัญตรงที่
เรา ใช้ทุกวันให้มีค่าให้เต็มไปด้วยความหมายแห่งรัก
รัก แล้ว . . . ทำสิ่งดีๆ ให้กันด้วยความเต็มใจ และกระตือรือร้น
นั่นแหละจึงจะเรียกว่าความสำคัญของ " รั ก "
ใครรักมาก หรือ รักน้อยจึงไม่ได้วัดกันที่ระยะเวลา
และไม่อาจเชื่อ มั่นในคนที่มาก่อน . . .
หรือ ไม่อาจดูถูกคนที่มาทีหลังว่าเขาไม่มีความสำคัญ
ความจริงแล้วคนที่มาที่หลังอาจสำคัญมากกว่าคนมาก่อนก็ ได้...
จริงๆ ต้องบอกว่า รักไม่ได้วัดกันที่เวลา...เสมอไป
ความรักขึ้นอยู่กับคนสองคน ระยะเวลาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สองฝ่ายเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหา กันมากกว่า
แต่ก็เห็นคนส่วนใหญ่ ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรัก
และเราก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ "เวลา" กับสิ่งนี้
เราคิดว่า " เวลา" น่าจะให้คำตอบที่ดีที่สุดกับเราได้